www.zeedcondom.com

วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทำไมวัยรุ่น ไม่ชอบใช้ ถุงยางอนามัย?


ทำไมวัยรุ่น ไม่ชอบใช้ ถุงยางอนามัย?
          ความจริง "คนนอก" อย่างเราจะไปรู้ได้อย่างไรว่า ใครจะใส่ถุงยางอนามัยหรือไม่เวลาปฏิบัติกามกิจ เพราะเรื่องแบบนี้น่าจะมีแต่ "คนวงใน" เท่านั้นที่รู้ และรู้กันอยู่แค่ 2 คนเท่านั้น
          แต่หากจะว่ากันตาม "ผลสำรวจ" ก็มีอยู่หลายชิ้นที่บอกว่า มีคนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะวัยรุ่น หนุ่มสาวที่ไม่ชอบ "สวมถุงยางอนามัย" เวลามีเพศสัมพันธ์ ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันเก้า
          แต่วันนี้ เรามีผลสำรวจอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งให้ "เหตุผล" น่าสนใจดีว่า ที่วัยรุ่นไม่ค่อยชอบใช้ถุงยางอนามัยนั้น ไม่ใช่เพราะประมาท ไม่ใส่ใจ หรือ หาซื้อไม่สะดวก อย่างที่เคยมีผลสำรวจออกมา แต่เป็นเรื่องของมุมมอง ความเชื่อ และ ทัศนคติในสังคม มากกว่า โดยมีวัยรุ่น วัยเจริญพันธุ์อายุต่ำกว่า 25 มองการใช้ถุงยางอนามัย เป็นเรื่องของการ "ไม่เชื่อใจ" กัน
          ขณะที่มีบางคนยังมองว่า การพก หรือ มีถุงยางอนามัยติดตัว แสดงว่า เคยมีประสบการณ์ทางเพศมาแล้ว ซึ่งถ้าหากเป็นผู้ชาย นี่ก็อาจจะกลายเป็นการ "เพิ่มเรตติ้ง" ทำให้ผู้ชายดูเป็นผู้มีประสบการณ์ ช่ำชอง แต่ลองเป็นผู้หญิงดูสิ หากเจอเรื่องแบบนี้ ก็มีแต่เสียหาย... เสียหาย และ เสียหายลูกเดียว!!!
          นี่เป็นผลสำรวจจากทีมนักวิจัยของโรงเรียนการแพทย์ London School of Hygiene and Tropical Medicine ในอังกฤษที่ทำการสำรวจศึกษาพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น 250 คน แล้วก็พบปัจจัยคล้ายๆ กันนี้ในวัยรุ่นหลายประเทศ
          "การศึกษาของเรา ก็เพื่อรวบรวมปัจจัยที่น่าเป็นไปได้ต่างๆ เพื่อช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น และเข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงมีเพศสัมพันธุ์ที่ไม่ปลอดภัย"" ดอกเตอร์ซิเซลีย์ มาร์ตัน และ เอลีเนอร์ คิง กล่าวในรายงานผลสำรวจ ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ เดอะ แลนเซ็ต
          ในผลการศึกษาดังกล่าว ซึ่งได้มาจากการเฝ้าเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2533-2547 รวมเวลาถึง 14 ปี นักวิชาการทั้งสอง ยังพบด้วยว่า วัยรุ่นไม่ว่าชาย หรือ หญิง จะ "ประเมิน" ว่า ตนควรจะใช้ถุงยางอนามัยหรือไม่ หรือ คู่ของตนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่ โดยดูจาก บุคลิก ท่าทางของอีกฝ่ายว่า ดูดี ดูน่าไว้ใจแค่ไหน หรือไม่ก็ประเมินจาก ความสนิท รู้จักมักคุ้นกัน ซึ่งจริงๆ แล้ว ล้วนเป็นคุณสมบัติที่ใช้ "วัด" ความน่าเชื่อถือในเรื่องทำนองนี้ไม่ได้เลย!!!
          คราวนี้ หากจะหันมาดูกันเรื่อง "ความเท่าเทียม" กันระหว่างชาย-หญิงในเรื่องเพศสัมพันธ์ ยังพบว่า ส่วนใหญ่ ผู้ชายจะมี "อิสระ" ทางเพศกว่าผู้หญิงแยะมาก นอกจากนั้น ในหลายประเทศ ทั้งอังกฤษ, ออสเตรเลีย, เม็กซิโก และ แอฟริกาใต้สังคมยังมีทัศนคตินิยม ชมชื่นผู้ชายที่ "เก่งกล้า" เรื่องบนเตียง แต่ผู้หญิงควรจะเป็นฝ่ายให้ผู้ชาย "เข้าหา" มาจีบ และหากผู้หญิงพลาดพลั้ง เผลอทำเรื่อง "ไม่งาม" ขึ้นมา ก็จะถูกสังคมตราหน้าลงโทษ ตั้งแต่ระดับเบาะๆ อย่างถูกนินทา วิพากษ์ วิจารณ์ ไปกระทั่งถึงขั้นรุนแรงอย่างถูกครอบครัว "ฆ่าตาย" เพื่อล้างอาย อย่างเช่นในกรณีที่มีบางประเทศ ซึ่งผู้หญิงที่แอบลักลอบเสียตัวให้กับผู้ชาย ก็จะถูกครอบครัวลงมือฆ่า เพื่อล้างอาย รักษาศักดิ์ศรีของครอบครัว
          "เราคิดว่า ผลการศึกษาของเรา ได้ช่วยอธิบายให้รู้ว่า ทำไมโครงการรณรงค์ ต่อต้านโรคเอดส์หลายโครงการ ถึงใช้ไม่ได้ผล โครงการที่ให้แค่ข้อมูล และแจกถุงยางอนามัย โดยไม่ได้มีการพูดถึง ปัจจัยปัญหาสำคัญทางสังคม ก็ทำได้แค่กะเทาะบางส่วนของปัญหาเท่านั้น"

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปลดล็อคสมการถุงยางกับยืดอกพกถุง



 ในช่วง 2 เดือนมานี้ หลายคนคงมีโอกาสดูสปอตโฆษณา “ยืดอกพกถุง” ที่กินเวลาเพียง 15 วินาที เพราะสปอตนี้ได้เผยแพร่ในช่วงเวลาที่มีผู้ชมรายการโทรทัศน์จำนวนมาก สปอตโฆษณาชุดนี้มี 2 ชิ้น มีจุดประสงค์หลักคือต้องการสื่อสารกับผู้ชายให้รู้สึกสะดวกใจที่จะซื้อถุงยางอนามัย ชิ้นแรกฉายภาพเหตุการณ์ในร้านสะดวกซื้อ ที่มีตัวละครผู้ชายเข้าไปซื้อถุงยางอนามัย โดยมีความกล้าๆ กลัวๆ สายตาคนรอบข้าง แต่ในที่สุดก็คิดได้ว่าเป็นความรู้สึกที่ตนคิดไปเองแท้ๆ คนรอบข้างในร้านนั้นไม่ได้สนใจเขาเลย โฆษณาอีกชิ้นฉายภาพเหตุการณ์ในสถานีอนามัย โดยตัวละครเด่นเป็นผู้ชายอีกเช่นกัน ชายผู้นี้เป็นชาวบ้านวัยกลางคน ไปขอรับถุงยางอนามัยจากเจ้าหน้าที่ แต่ไม่กล้าแม้แต่จะพูดคำว่า “ถุงยางอนามัย” เพราะกลัวว่าชาวบ้านที่นั่งรอรับบริการอยู่จะมองด้วยสายตาตำหนิ เขาใช้เวลาสื่อสารด้วยภาษามืออยู่นานกว่าจะรวบรวมความกล้าและเอ่ยคำว่าถุงยางได้สำเร็จ และเมื่อหันไปดูคนรอบข้าง ก็ไม่พบสายตาตำหนิติเตียน เพียงแค่นี้ก็สื่อได้ว่าการมาขอรับถุงยางอนามัยแสนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ไม่จำเป็นต้องอายใคร 

         ในสังคมไทยซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้คน สปอตโฆษณาชุดนี้อาจโดนใจใครหลายคน ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลใจให้กับคนบางกลุ่ม แต่ปฏิกิริยาที่ปรากฏเป็นข่าวกลับมีเพียงความรู้สึกด้านลบ เพราะประธานสมาพันธ์ประชาชนตรวจสอบรัฐไทย ซึ่งเป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคประชากรไทย ออกมายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขให้ถอดโฆษณานี้ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการยั่วยุทางเพศ กระตุ้นให้วัยรุ่นอยากจะมีเพศสัมพันธ์เมื่อได้ดูโฆษณาชิ้นนี้ อีกทั้งเสนอแนะให้มีการปรับเปลี่ยนการโฆษณาไปในทางเสริมสร้างจิตสำนึกเชิงคุณธรรมแทน ทำเอาหลายคนมึนงงไปเหมือนกันว่าทำไมนักการเมืองจึงกระตือรือร้นออกมายึดพื้นที่สื่อเพื่อนำเสนอความกังวลใจของตนหลังจากโฆษณาแพร่ภาพไปแล้วถึง 2 เดือน

         เพื่อสะท้อนความเห็นที่รอบด้านไปสู่สาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ จึงได้จัดงานสานเสวนา “ยืดอกพกถุงกับวัยรุ่นไทย” เพื่อเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนกลุ่มต่างๆ ที่ต้องการแสดงความเห็นเรื่องเพศ จึงมีทั้งมุมมองจากวัยรุ่น ครูที่สอนเพศศึกษา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม คนทำงานประเด็นผู้หญิง คนทำงานปกป้องเด็กและเยาวชน และผู้ผลิตโฆษณาชิ้นนี้ การเสวนาเป็นไปอย่างน่าสนใจ เพราะมีหลายแง่มุมให้ได้คิดและติดตาม

         จากมุมมองของวัยรุ่น พวกเขาพูดตรงกันว่า เมื่อดูโฆษณาชิ้นนี้แล้ว ไม่ได้เกิดความรู้สึกอยากจะไปมีเพศสัมพันธ์แต่อย่างใด หรือพูดง่ายๆ ก็คือถุงยางอนามัยไม่ใช่สื่อกระตุ้นเร้าอารมณ์เพศสำหรับพวกเขา อย่างที่ผู้ใหญ่คิด หรืออาจมีความหมายแฝงว่าพวกเขาไม่ได้เกิดอารมณ์เพศง่ายดายเพียงแค่เห็นถุงยางอนามัยเท่านั้น วัยรุ่นบางคนมีความเห็นว่าวัยรุ่นพร้อมจะพกถุงยางอนามัยเพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อและการท้องไม่พร้อมอยู่แล้ว แต่ยังกลัวสายตาของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่รับไม่ได้หากรู้ว่าลูกหลานพกถุงยาง ในขณะที่ วัยรุ่นหลายคนมองว่าโฆษณานี้ทำให้พวกเขารู้สึกมั่นใจที่จะพกถุงยางมากขึ้น เพราะโฆษณาสื่อว่าการพกถุงยางคือการมีสำนึกรับผิดชอบในเรื่องเพศ

         อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่บางกลุ่มมองว่า “ยืดอกพกถุง” เป็นโฆษณาที่แรงเกินไป ยั่วยุให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ง่ายและเร็วขึ้น ในขณะที่คนทำงานด้านเพศศึกษาในเยาวชน ก็มีแง่คิดที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันมีโฆษณาหลายชิ้นที่แรงกว่านี้ เพราะเนื้อหามุ่งไปที่การเตรียมวัยรุ่นให้พร้อมที่จะหาคู่ เช่น โฆษณาผลิตภัณฑ์หน้าใส หน้าขาว ทั้งหลายที่เน้นสื่อสารให้วัยรุ่นหญิงดูแลเนื้อตัวร่างกายให้มีเสน่ห์ดึงดูดทางเพศ นอกจากนี้ ยังมีโฆษณาที่ดูถูกศักยภาพผู้หญิง เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบางยี่ห้อที่ใช้แล้ว สามีจะกลับมาภายใน 7 วัน ซึ่งสะท้อนว่าคุณค่าของผู้หญิงอยู่ที่ความงามภายนอก ประเภทสวยใสแต่ไร้สมอง นอกจากนั้น ยังมีโฆษณาที่เปรียบผู้หญิงกับ “แรด” ที่วิ่งเข้าหาผู้ชายที่ใช้โรลออนระงับกลิ่นกายยี่ห้อหนึ่ง และผลิตภัณฑ์เสริมทรวงอก ที่เปรียบเทียบผู้หญิงกับแผ่นไม้กระดาน ทำให้ผู้หญิงหลายคนหมดความมั่นใจในตัวเอง หันไปพึ่งศัลยกรรมตกแต่งจนเป็นข่าวเสียชีวิตก็หลายครั้ง และอีกมากมายที่กล่าวไม่หมดในพื้นที่แค่นี้ แต่ประเด็นน่าสนใจที่พูดในวงสานเสวนาคือ เหตุใดจึงไม่มีการตั้งคำถามกับสปอตโฆษณาเหล่านี้

         ส่วนคุณครูที่มีประสบการณ์สอนเพศศึกษามานานสะท้อนประสบการณ์ว่าเคยรู้สึกสับสนเช่นกัน เกรงว่าจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจลงมือสอนเพศศึกษาอย่างจริงจัง เพราะได้รับรู้และเผชิญกับความจริงที่ว่าวัยรุ่นจำนวนมากเสี่ยงต่อการเสียสุขภาพทางเพศ โดยเฉพาะปัญหาการติดเชื้อเอชไอวี และการตั้งท้องเมื่อไม่พร้อม ด้วยเหตุที่ไม่มีข้อมูลที่รอบด้าน หรือได้รับข้อมูลเมื่อสายเกินไป การที่คุณครูท่านนี้ ไม่มัวแต่กังวล แต่ลงมือปฏิบัติจริง ทำให้ได้พบความจริงชุดหนึ่งว่าวัยรุ่นมีศักยภาพที่จะคิดและเลือกทางที่เหมาะสมกับตนเองได้ หากได้รับข้อมูลที่รอบด้าน

         ในขณะที่ฟากผู้ผลิตสปอตโฆษณากลับแปลกใจที่ถูกต่อต้านว่ายั่วยุให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ เพราะโฆษณาชุดนี้ตั้งใจสื่อสารให้เป็นกลางๆ ไม่ได้มีภาพที่สื่อไปในทางเชิญชวน และตัวละครหลักก็ไม่ใช่วัยรุ่น สิ่งที่คิดไว้ว่าอาจถูกต่อต้านและถือเป็นความท้าทายคือ การพยายามสร้างความคิดใหม่ว่า การพกถุงยางคือการทำดี ภายใต้แนวคิด “ทำดีแบบนี้ไม่ต้องอายใคร” และการนำเสนอภาพตัวละครที่แสดงความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ทำในสิ่งดีๆ โดยการยืดอกอย่างมั่นใจ การที่ผู้ผลิตโฆษณาไม่ถูกต่อต้านในแง่นี้ อาจเป็นเพราะสังคมไทยไม่เข้าใจในสารที่พยายามจะสื่อ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา การทำดีในสังคมไทยถูกมองด้วยสายตาที่คับแคบว่าเป็นเรื่องของการทำบุญกับพระหรือวัดเท่านั้น เพิ่งจะมาในช่วงไม่กี่ปีนี้ที่เริ่มขยายมาถึงการช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ แต่ก็มักเป็นการสงเคราะห์เสียส่วนมาก สังคมไทยจึงไปไม่ถึงไหน ไม่สามารถยกระดับเป็นสังคมที่ผู้คนสามารถเป็นผู้ให้และผู้รับได้อย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันทั้ง 2 ฝ่าย เพราะในสูตรสำเร็จของการสงเคราะห์ยังจำเป็นต้องมีฝ่ายที่มีสถานภาพเหนือกว่าและฝ่ายที่มีสถานภาพด้อยกว่า

         โดยภาพรวมแล้ว ผู้ผลิตสปอตโฆษณาชุดนี้ประสบความสำเร็จอย่างน้อยใน 2 จุด คือ สามารถดึงผู้คนในสังคมให้กระโจนเข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับเรื่องเพศ และยังค่อยๆ คลี่คลายถอดสมการถุงยางที่ถูกใส่สูตรเอาไว้ว่า ถุงยางอนามัยคู่กับการสำส่อนทางเพศ นอกจากนี้ ในบริบทของสามีภรรยาหรือคู่รัก ถุงยางก็ถูกจับคู่ให้กับความไม่ไว้วางใจหรือการนอกใจ สปอตยืดอกพกถุงจึงเป็นก้าวแรกของการถอดสมการถุงยางว่าแท้ที่จริงคำตอบก็คือ ถุงยางเท่ากับสำนึกรับผิดชอบในเรื่องเพศ ยิ่งกว่านั้น สปอตนี้ยังพยายามถอดสมการการทำความดีที่ถูกจับคู่กับพระหรือการสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส มาเป็นการทำดีเท่ากับการเคารพสิทธิในสุขภาพทางเพศของบุคคลอีกด้วย ในจุดนี้ กระทรวงวัฒนธรรมควรจะรีบฉกฉวยโอกาสสานต่องาน หากยอมรับว่าการเคารพสิทธิมนุษยชนเป็นวัฒนธรรมไทยเช่นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

โรนัลดินโญ่ กับบริษัทถุงยางอนามัย


มีนักฟุตบอลระดับโลกหลายคนที่มีธุรกิจเสริมมากมายซึ่งส่วนใหญ่ต่างก็หนีไม่พ้นน้ำหอมดับกลิ่นกาย เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายหรือชุดชั้นในชาย แต่ทว่าล่าสุด โรนัลดินโญ่ สุดยอดซุป’ตาวงการลูกหนังโลกชาวบราซิล ก็สร้างกระแสความฮือฮาด้วยการผุดไอเดียลงทุนทำธุรกิจผลิตอุปกรณ์เสริมรักทำถุงยางอนามัยออกจำหน่าย ภายใต้แบรนด์ “SEX FREE” เป็นของตนเองขึ้นที่ประเทศบราซิลเรียบร้อย โดยแพ็คเกจก็ถูกออกแบบเป็นลายเสื้อทีมเหย้าของ แอตเลติโก้ มิไนโร ทีมที่ โรนัลดินโญ่ สังกัดอยู่ในตอนนี้นั่นเอง

เดวิด เบคแฮม ยอดซุป’ตาลูกหนังชาวอังกฤษที่เพิ่งเดินทางไปเยือนประเทศจีนได้ไม่กี่วันก็มีแบรนด์ถุงยางเป็นของตัวเองซะแล้วภายใต้ชื่อ “LONG LOVE” ซะอย่างงั้น

ถุงยางอนามัยป้องกันการข่มขืน


โดยผู้คิดค้นชื่อ แพทย์หญิง ซอนเน็ต เอห์เล่อร์ จากแอฟริกาใต้ ถุงยางอนามัยป้องกันการถูกข่มขืน นี้จะมีลักษณะคือมีเขี้ยวตะขอ คล้ายหนาม เป็นแนวที่จะทำร้ายเจ้าโลกของผู้ชายได้ ซึ่งไอเดียการผลิตถุงยางป้องกันการข่มขืนนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2005 และตอนนี้ได้จำหน่ายให้กับผู้หญิงในแอฟริกาใต้ ในช่วงฟุตบอลโลกด้วย 
รายงานยังบอกอีกด้วยว่า แพทย์หญิงซอนเน็ต ถึงขนาดลงทุนขายบ้าน ขายรถ เพื่อหาเงินมาพัฒนา ถุงยางอนามัยป้องกันข่มขืน โดยเฉพาะ สำหรับประสิทธิภาพของมันคือ ถ้าผู้ชายคนไหนจะไปข่มขืนผู้หญิงที่ใส่ถุงยางป้องกันนี้ จะเจ็บปวดมาก ปัสสาวะก็ไม่ได้ เดินก็ไม่ไหว ทำให้ตำรวจสามารถจับกุมได้ทันที
ถุงยางป้องกันการข่มขืน ที่กล่าวนี้ มีส่วนคล้ายกับภาพยนตร์เรื่อง “The teeth” ซึ่ง มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กสาวที่มีอวัยวะเพศมีเขี้ยว สามารถป้องกันภัยผู้ชายลวนลามทางเพศได้ แต่จะไม่ทำร้ายสำหรับผู้ชายที่เธอรัก

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ท้อง ได้ไงเมื่อใช้ ถุงยาง แล้ว



 สาเหตุของการล้มเหลวในการใช้ ถุงยางอนามัย ย่อมนํามาซึ่งความหายนะอันใหญ่หลวง ที่หลายๆ คนเคยประสพมาแล้ว..ทําไมจึงเป็นเช่นนั้น
1. การใช้ถุงยางอนามัยไม่สม่ำเสมอ นับเป็นสาเหตุสําคัญในการคุมกําเนิด ซึ่งอาจมาจากความไม่ร่วมมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือใช้ถุงยางอนามัยสลับกับการนับวัน หรือหลั่งภายนอก
2. การใช้ถุงยางอนามัยไม่ถูกวิธี เช่น คลี่ออกทั้งหมดก่อนสวมใส่ การใส่ผิดด้าน การใส่ที่ไม่เว้นส่วนติ่งไว้ (คือดึงมาจนสุดไม่เหลือติ่ง) ไม่ไล่อากาศออกจากติ่งกระเปาะ ถูกเล็บหรือของมีคม (กรณีให้สาวใส่ให้)
3. การนํากลับมาใช้ใหม่หลังจากที่ใช้ไปพักหนึ่งแล้วถอดออก การไม่จับขอบตอนถอนสมอ การใช้สารหล่อลื่นที่ไม่เหมาะสม หลั่งแล้วแช่นาน จนนกเขาหลับ การใช้ไม่ถูกวิธีเหล่านี้นํามาซึ่ง การแตก รั่ว เลื่อนหลุดของถุงยางอนามัย หรือการการปนเปื้อนของน้ำอสุจิบริเวณช่องคลอด (หกปากถ้ำ)
4. การเลื่อนหลุดของถุงยางอนามัย แม้ได้ระมัดระวังอย่างดีแล้ว
การเลือกถุงยางอนามัย

     ก็คงต้องดูความมาตรฐานของถุงยางครับ สำหรับเรื่องมาตรฐานของถุงยางแต่ละยี่ห้อนั้น คงบอกยากครับ แต่ให้ลองสังเกตดูที่กล่องว่ามีเครื่องหมายรับรองคุณภาพมั้ย ถ้ามีก็น่าจะใช้ได้ ยิ่งยี่ห้อที่เรารู้จักก็น่าจะดีกว่าครับ ส่วนขนาดนั้น ถุงยางอนามัยจะมีหลายขนาด ไม่ใช้ Free Size แบบที่หลายคนเช้าใจนะครับ  ในเมืองไทยที่เห็นบ่อยๆจะมีขนาด 49 มม.และ 52 มม.ก็คงต้องเลือกให้พอดีกับ Size ของเราครับ  บางชนิดอาจใส่สารฆ่าเชื้ออสุจิ เข้าไปด้วย แต่ไม่ได้ช่วยป้องกันโรคเอดส์เพิ่มขึ้น แบบที่บางคนเข้าใจครับ ไว้เพิ่มคุมกำเนิดที่ดีขึ้นเท่านั้นครับ
 การใช้งาน การใส่นั้น ต้องใส่ตอนที่อวัยวะเพศแข็งตัวครับ และสวมโดยการครอบถุงยางไว้กับปลายอวัยวะเพศ บีบปลายถุงยางที่เป็นกระเปาะเพื่อไม่ให้มีอากาศเข้าไป จากนั้นก็ค่อยๆรูดถุงยางลงมาครับ จริงๆ ตรงนี้ในซองถุงยางจะมีบอกไว้แล้วครับ
 หลังการใช้  จะต้องถอดถุงยางออกทันที โดยต้องระวังไม่ให้น้ำอสุจิกระเด็น หรือเลอะช่องคลอด เอาออกขณะที่อวัยวะเพศยังแข็งตัว ไม่ควรทิ้งไว้ในช่องคลอดจนอ่อนตัว เพราะ อาจทำให้น้ำอสุจิรั่วออกมาได้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เอดส์และการใช้ถุงยางอนามัย

เอดส์เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือไวรัสเอดส์ที่ติดต่อหลักทางเพศสัมพันธ์และไม่สามารถรักษาให้หายได้ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้ในระยะแรกจะไม่มีอาการผิดปกติ ดังนั้น จึงไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ใดติดเชื้อเอดส์จากรูปร่างภายนอก คนที่ดูปกติก็อาจมีเชื้อเอดส์อยู่ในร่างกายได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจเลือด จึงจะทราบผลได้แน่นอน รายงานทั่วโลกพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์มากกว่า 30 ล้านคน ในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอดส์แล้วมากกว่า 3 แสนคน และมีผู้เสียชีวิตไปแล้วเกือบ 1 แสนคน ในแต่ละวันมีผู้ติดเชื้อเอดส์เพิ่มวันละประมาณ 15-20 คน ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่ทราบผลการตรวจเลือดจึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ได้ การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ไม่ทราบผลตรวจเลือด เนื่องจากดังที่กล่าวแล้ว ไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ใดติดเชื้อเอดส์ได้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เช่น การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน หากผิดพลาดเป็นเอดส์แล้ว จะไม่มีวันรักษาให้หายได้ จำเป็นต้องกินยากดเชื้อไวรัสนี้ไปตลอดชีวิต หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ได้ ควรใช้ถุงยางอนามัย เนื่องจากถุงยางอนามัยสามารถป้องกันการติดเชื้อเอดส์ได้ แต่ต้องใช้อย่างถูกวิธี ข้อสำคัญ คือ ไม่ควรดื่มสุราหรือของมีนเมาหรือใช้ยาเสพติด เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้ใช้มีสติสัมปชัญญะลดลง ทำให้มีโอกาสที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้โดยเฉพาะเพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยปกติจะไม่แตกระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ยกเว้น ไม่บีบปลายถุงยางอนามัยเพื่อไล่อากาศออกก่อนสวม, ถุงยางอนามัยหมดอายุ, เก็บถุงยางอนามัยไม่ถูกวิธี เช่น โดนความร้อน (ตากแดด หรือเก็บไว้ในรถ) เกิดรอยพับ (เก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์), การใช้สารหล่อลื่นประเภทน้ำมัน เช่น โลชั่น แวกส์ วาสลีน สารเหล่านนี้ทำให้ยางอ่อนนุ่มฉีกขาดง่าย, การใช้ปากฉีกซองถุงยาง เพราะฟันอาจพลาดไปกัดถูกถุงยางฉีกขาดได้ และการใช้ถุงยางอนามัยขนาดไม่เหมาะสมกับขนาดอวัยวะเพศของตน
คาถาป้องกันเอดส์ “3 ไม่” คือ
1. ไม่ สำส่อน มีเพศสัมพันธ์เมื่อพร้อม
2. ไม่ หลายใจ มีเพศสัมพันธ์กับสามีหรือภรรยาตนเท่านั้น
3. ไม่ ประมาท ที่จะใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
ถ้าทำไม่ได้ ----> “ไม่รอด”

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แปลกแต่จริง! ถุงยางลอยในสระว่ายน้ำกกท.

 บางคนคิดว่าเรื่องนี้อาจโม้ ถ้าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้กีฬาไทยตัวเป็น ๆ อาจคุ้น ๆ กับข่าวชิ้นหนึ่ง ปรากฏเมื่อ 5-6 ปีก่อน
กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ที่เรียกว่า สระว่ายน้ำ ในการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ตรงกับช่วงที่นักกีฬา กำลังเตรียมตัวอย่างขะมักเขม้นลุยกีฬาซีเกมส์
ธรรมชาติของนักว่ายน้ำ จะกระจายซ้อมตามสระต่าง ๆ ตามความสะดวกของนักกีฬาและโค้ช
 แต่จะมีการซ้อมรวมกันเป็นประจำทุกเช้าวันอาทิตย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ในสมาคมฯ ได้เดินทางมาดู และซักถาม แต่ช่วงเวลาดังกล่าว กลับมีเรื่องพิลึก ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้
            ช่วงที่นักว่ายน้ำ กำลังซ้อมเพลิน ๆ จู่ ๆ ฉลามหนุ่มนายหนึ่งพักเหนื่อยบริเวณบล็อกสตาร์ท เห็นอะไรแว็บ ๆ ลอยอยู่บนผิวน้ำ ด้วยความสงสัย เอื้อมมือไปหยิบขึ้นจากน้ำ ถึงกับผงะ!
            ปรากฏว่า เป็นถุงยางสีชมพู หวานแหวว พอรู้ว่าเป็นอุปกรณ์ป้องกันอาการเบนโลของหญิงสาว ถึงกับตีหน้าเบี้ยว นึกรังเกียจขึ้นมาฉับพลัน
            แต่เมื่อหยิบมันขึ้นมาจากน้ำ นึกจะเขวี้ยงมันทิ้ง ก็กลัวพลาดจะไปแปะโดนศีรษะเพื่อนนักว่ายน้ำ
            หลังจากคนทั้งสระรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงแห่กันมาดูของแปลกที่ถูกทิ้งในสถานที่ที่ไม่น่าจะเป็นที่อยู่ของมัน
            ต่างคนต่างวิจารณ์ ถึงที่มาที่ไป และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผ่านการกรำศึกมาหรือยัง
            แต่ก็ทำให้กกท. ในฐานะเจ้าของสถานที่ หน้าแหก จู่ ๆ ก็เกิดเรื่องบัดสี
            ทำเอาภาพพจน์สนามกีฬาของชาติ แปดเปื้อนมลทิน โดยไม่รู้ว่าเกิดจากการกลั่นแกล้ง หรือมีการเล่นเสียวกันจริง ๆ จนลืมเก็บอุปกรณ์ไปทิ้ง